
เป็นเรื่องธรรมดาที่เวลาคนสองคนตัดสินใจคบกันจะเกิดความไ่ม่เข้าใจกัน อาจมีการงอนกัน น้อยใจกัน หรือทะเลาะกัน ความขัดแย้งในความสัมพันธ์ไม่ได้แปลว่าคู่ของเราไม่รักกันแล้วหรือจะไปไม่รอด แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะคนสองคนมีความต่างกัน ทั้งเรื่องความคิด มุมมอง ความรู้สึก ความต้องการ ตลอดจนความเชื่อต่างๆ ที่ได้รับการหล่อหลอมจากการเลี้ยงดูและวัฒณธรรมแวดล้อม
ทุกครั้งที่มีการไม่เข้าใจกันหรือขัดแย้ง การปรับความเข้าใจกันเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในปัจจุบันที่รูปแบบความสัมพันธ์มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น หากรู้และยอมรับตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าเกิดความไม่เข้าใจกันซ้ำๆ ในเรื่องเดิมๆ จนก่อให้เกิดความรู้สึกด้านลบที่สะสมจนเริ่มไม่มีความสุข จิตบำบัดสำหรับคู่รักเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่ต้องการทำความเข้าใจในเรื่องความสัมพันธ์กับคู่รักของตัวเอง โดยไม่ต้องรอจนความสัมพันธ์สั่นคลอนหรือขัดแย้งจนเกือบจะไปต่อไม่ได้แล้ว
หัวใจของการทำจิตบำบัดสำหรับคู่รัก คือการทำความเข้าใจความรู้สึกและความต้องการของตัวเอง
หลายคู่ที่เข้ามาปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์มักมาด้วยความตั้งใจที่จะเปลี่ยนคู่ของตัวเอง และมองว่าบทบาทหลักของนักจิตบำบัดคือการทำงานกับคู่ของตนเองเพื่อทำให้ความสัมพันธ์ของตนเองกับคู่ดีขึ้น นานๆ ทีจะมีคู่ที่มาพร้อมความเข้าใจในระดับนึงว่าตัวเองมีส่วนในความขัดแย้ง หรือความไม่เข้าใจกัน และอยากเปลี่ยนตัวเองเพื่อทำให้ความสัมพันธ์ราบรื่นขึ้น
เพราะอะไรการทำจิตบำบัดสำหรับคู่รักถึงกลายเป็นการทำความเข้าใจตัวเองเป็นหลัก? แล้วคู่ของเราล่ะ ไม่ต้องเข้าใจเราเหรอ? ทำไมไม่เปลี่ยนเขา มาเปลี่ยนตัวเราทำไม เขาแหละคือปัญหา?
นี่คือคำถามที่ได้ยินบ่อยจากคู่ที่เข้าสู่กระบวนการจิตบำบัดสำหรับคู่รัก ลองคิดตามดูว่า ถ้าคู่ของเราบอกว่าคนที่เป็นปัญหาและต้องเปลี่ยนคือตัวเรา พร้อมกับบอกเป็นข้อๆ ว่าสิ่งที่เราทำไม่ดี หรือไม่ถูกคืออะไรบ้าง ปฎิกิริยาแรกของเราคืออะไร สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ เราจะปฎิเสธว่าไม่ใช่ เราไม่ได้เป็นอย่างนั้นซักหน่อย หรืออาจโต้กลับว่าเธอก็เหมือนกันแหละ ฉันก็พูดได้หลายข้อเหมือนกันว่าเธอทำอะไรไม่ดี หรือไม่ถูกบ้าง
การเริ่มจากคู่ของเราไม่ดียังไงและพยายามเปลี่ยนเขา จะไม่ค่อยช่วยอะไรนอกจากทำให้ยิ่งโทษกันไปมาและทะเลาะกันหนักขึ้น สิ่งที่สำคัญและเป็นประโยชน์กว่าคือถามตัวเองว่าเมื่อคู่ของเราเป็นแบบนั้นแบบนี้ มีผลกระทบต่อเราอย่างไร เรารู้สึกอย่างไรและรับมืออย่างไร การเข้าใจตัวเองและปฎิกิริยาของตัวเองที่มีต่อคำพูดหรือพฤติกรรมของคู่ของเรา จะนำไปสู่การรับมือที่ตอบโจทย์ของตัวเองและความสัมพันธ์มากขึ้น พูดสั้นๆ คือการปรับที่ตัวเองเป็นไปได้มากที่สุด และบ่อยครั้งการปรับที่ตัวเองนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจากคู่ของเราในที่สุด
เพื่อให้เห็นภาพ ลองนึกถึงความสัมพันธ์เป็นเหมือนการเต้นเข้าจังหวะ ในคู่ที่เต้นยังไม่เข้าจังหวะกันเท่าไร การเต้นไปเหยียบเท้ากันไปเป็นเรื่องปรกติ เมื่อเราเหยียบเท้าคู่ของเรา การที่เราจะรู้ตัวและระวังมากขึ้น หรือพยายามจับจังหวะตัวเองให้ดีๆ ขณะก้าวเท้าแต่ละก้าว เป็นไปได้มากกว่าการที่เราจะบอกเขาว่า เธอเต้นดีๆ สิ อย่ามาเหยียบฉันสิ ความจริงก็คือ คู่ของเราไม่ได้อยากเหยียบเท้าเราหรอก แต่เขาเองก็กำลังหัดเต้น และพยายามระวังตัวเองอยู่ การที่เขาจะมาระวังเท้าของเราให้เราอีก เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากกว่าการที่เราระวังเท้าตัวเองไม่ให้ไปเหยียบเขา
เป้าหมายของการทำจิตบำบัดสำหรับคู่รัก
ประเด็นที่คู่รักนำเข้ามาปรึกษาแบ่งออกเป็นสามหมวดหมู่หลักๆ คือปรึกษาเรื่องการปรับความสัมพันธ์ให้เข้าใจกันมากขึ้น ปรึกษาเพื่อจบความสัมพันธ์และเลิกกันด้วยดี หรือปรึกษาเพื่อตัดสินใจอะไรสำคัญๆ บางอย่าง เช่นจะมีลูกเมื่อไร จะอยู่ที่ไหนกัน จะเลี้ยงลูกอย่างไรเมื่อความเห็นไม่ตรงกัน จะคบกันต่อหรือเลิกกันดี ฯลฯ
นักจิตบำบัดคู่รักมีบทบาทหลักคือช่วยให้แต่ละฝ่ายมีความเข้าใจมากขึ้นว่าตัวเองมีความรู้สึกและความต้องการอะไร ตลอดจนทำความเข้าใจปฎิกิริยาลบๆ หรือไม่เป็นประโยชน์ ที่มีต่อกันซ้ำๆ เวลาเกิดความเห็นต่างหรือขัดแย้ง และจะปรับอย่างไรให้ตอบโจทย์หรือเป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์มากขึ้น
เช่น บางคนต้องการมีความสัมพันธ์ที่สามารถคุยกันได้ทุกเรื่อง แต่เมื่อเกิดความเห็นต่างกลับบอกว่า ฉันไม่พูดกับเธอแล้ว เพราะเธอไม่เข้าใจฉัน เมื่อเกิดแบบนี้ซ้ำๆ การสื่อสารไปต่อไม่ได้ การฟังหรือทำความเข้าใจ จึงยากที่จะเกิดขึ้น
นักจิตบำบัดจะพยายามช่วยให้เกิดความชัดเจนว่า
ภาพใหญ่คืออะไร: สิ่งที่แต่ละฝ่ายอยากเห็นในความสัมพันธ์นี้คืออะไร อยากให้ความสัมพันธ์นี้เป็นอย่างไร แต่ละฝ่ายอยากเห็นชีวิตที่อยู่ด้วยกันเป็นอย่างไร
บทบาทของแต่ละฝ่าย: อยากเห็นตัวเองเป็นแฟน/คู่ชีวิตแบบไหน เพื่อทำให้ภาพใหญ่เกิดขึ้น เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ตัวเองอยากให้เป็น
ความท้าทาย: อะไรในตัวเองที่อาจทำให้ภาพใหญ่ หรือความสัมพันธ์ที่อยากมี เกิดขึ้นไม่ได้
การเพิ่มทักษะ: มีทักษะอะไรที่แต่ละฝ่ายต้องเรียนรู้และฝึกเพิ่มเติม เพื่อให้ภาพใหญ่และความสัมพันธ์แบบที่ตัวเองอยากมีเกิดขึ้นได้
การทำจิตบำบัดสำหรับคู่รักเป็นการลงทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งความสัมพันธ์ที่อยากมี
สิ่งแรกที่ลงทุนคือเวลา การสร้างความสัมพันธ์ที่มีความเอาใจใส่กันและเห็นอกเห็นใจกันต้องใช้เวลา นอกจากในห้องบำบัดแล้ว สิ่งที่คู่ไปสร้างและสานต่อนอกห้องบำบัดใช้เวลาทั้งนั้น เวลาที่จะอยู่ด้วยกัน ทำกิจกรรมด้วยกัน พักผ่อนด้วยกัน คุยกัน ปรึกษากัน วางแผนด้วยกัน ซึ่งจะกินเวลาส่วนตัวและเวลาทำงานของแต่ละคน
สิ่งที่สองที่ลงทุนคือความพยายามหรือแรงกายแรงใจ การทำความเข้าใจความคิด มุมมอง ความรู้สึก และความต้องการของตัวเอง เพื่อตอบรับคู่ของเราในรูปแบบอื่นๆ ที่เปลี่ยนไปจากเดิม ใช้ความพยายามค่อนข้างมาก เช่นจากที่เคยใช้อารมณ์หรือออกคำสั่ง เป็นการขอความช่วยเหลือ จากที่เคยเงียบไม่พูดไม่จา เป็นบอกความรู้สึกด้วยวิธีสื่อสารที่ตรงไปตรงมา แม้ความสัมพันธ์อาจรู้จักหรืออยู่ด้วยกันมานานแล้ว แต่ความพยายามยังเป็นสิ่งจำเป็นอยู่ตลอดเวลาในการดูแลความสัมพันธ์และปรับความเข้าใจกัน
สิ่งที่สามที่ลงทุนคือความสบายใจ การปรับหรือเปลี่ยนตัวเองไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก เพราะเป็นการออกจาก comfort zone เช่น การหันมาฟังเพื่อเข้าใจอีกฝ่ายแทนการฟังเพื่อโต้ตอบหรือแย้งว่าคู่ของเราผิด การเลือกที่จะเสี่ยงพูดความรู้สึกและความต้องการ แทนการบ่นหรือต่อว่าอีกฝ่าย การยอมรับและเห็นด้วยในสิ่งที่คู่ของเราหรือนักจิตบำบัดชี้ให้เห็นเกี่ยวกับตัวเรา แทนการปฏิเสธหรือตัดบทไปเฉยๆ การเข้าหาและถามไถ่อย่างสนใจ แทนการหลีกเลี่ยงหรือหายตัวไปในกลีบเมฆ...
การปรับความสัมพันธ์ให้เข้าใจกันมากขึ้นจึงเริ่มจากการลงทุนที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
“ทางลัด” สู่ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ความสัมพันธ์
ทุกคนย่อมอยากให้การทำจิตบำบัดนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ที่ตอบโจทย์ของตัวเองมากขึ้น การมีสิ่งต่อไปนี้จะช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะไปสู่ผลลัพธ์ที่คุณต้องการ
ทัศนคติ (attitude) ที่อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง สำคัญกว่าการคิดว่าปัญหามาจากคู่ของตัวเอง
หลายคู่ที่มาปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์มักคิดว่าปัญหาหลักคือเรื่องการสื่อสาร ซึ่งจริงๆ แล้วการสื่อสารเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ แต่มักจะมีอะไรมากกว่านั้น หากการสื่อสารมาจากทัศนคติที่จะเปลี่ยนคู่ของตัวเอง ความขัดแย้งก็จะตามมาไม่หยุดไม่หย่อน สำคัญกว่าคือการตีโจทย์ให้แตกว่าความสัมพันธ์นี้ต้องการอะไร โดยเริ่มจากการมองปัญหาในแง่มุมใหม่ๆ ที่ต่างไปจากเดิม มากกว่าการเน้นวิธีแก้ปัญหาหรือคำตอบ
เปลี่ยน แฟนฉันไม่เข้าใจฉันเลย เป็น ฉันไม่เข้าใจแฟนฉันเท่าไรและอยากเปิดใจรับฟังเขามากขึ้น
เปลี่ยน แฟนผมใช้แต่อารมณ์ คุยกันทีไรก็ไม่รู้เรื่อง เป็น ผมรับมือกับอารมณ์แฟนไม่ค่อยเป็น อยากเข้าใจวิธีการรับมืออารมณ์ของเขามากขึ้น
เน้นการเปลี่ยนแปลงตัวเองมากกว่าการเปลี่ยนแปลงคู่ของตัวเอง เริ่มจากการมีเป้าหมายสำหรับตัวเองในการทำจิตบำบัดแบบคู่รัก แทนการคาดหวังหรือตั้งเป้าหมายให้คู่ของตัวเองเปลี่ยน สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดคือเปลี่ยนการรับมือหรือการแสดงออกของตัวเอง เวลาที่คู่ของเราพูดหรือทำอะไรที่เราไม่ชอบ
เปิดใจและเตรียมรับความแตกต่าง ความขัดแย้ง (ทะเลาะ) ความไม่พอใจกันและกัน
หากเปรียบความสัมพันธ์เป็นบ้าน บ้านหลังนี้กำลังจะเข้าสู่การปรับปรุงใหม่ (renovate) แปลว่าก่อนที่จะได้บ้านที่ตอบโจทย์และถูกใจผู้อยู่ บ้านหลังนี้ต้องผ่านการทุบ รื้อทิ้ง และปรับปรุงรากฐานใหม่ ซึ่งจะมีช่วงที่อาจรู้สึกเหมือนกำลังฝ่าฟันกับฉากแผ่นดินไหวหรือสงครามย่อยๆ
ในการทำจิตบำบัดสำหรับคู่รักก็เช่นกัน ระหว่างทางจะเกิดแรงกระเพื่อม แรงต้าน ความแตกต่างและขัดแย้งจะออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน หลายคนจะคิดว่าความสัมพันธ์กำลังแย่ลงและกำลังจะไปไม่รอด ทั้งที่จริงๆ แล้วความแตกต่างและขัดแย้งเหล่านี้มีอยู่ในความสัมพันธ์ตั้งแต่แรก และอาจเพิ่งได้เอามาพูดคุย มองเห็น และทำความเข้าใจกันในห้องกับนักจิตบำบัด ซึ่งในแต่ละครั้งที่ทำความเข้าใจกันได้ ความสัมพันธ์จะเริ่มเข้าที่่เข้าทางและเติบโตขึ้น
ให้ความสำคัญกับวิธีการสื่อสาร
การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมาจากความเคารพซึ่งกันและกัน การเปิดใจรับฟังความเห็นต่าง และความพยายามอย่างไม่ย่อท้อที่จะสื่อสารแม้อีกฝ่ายจะยังไม่เข้าใจหรือเปิดรับ ไม่ได้แปลว่าจะต้องสื่อสารซ้ำๆ แบบเดิมๆ ไปเรื่อยๆ แต่อาจถึงเวลาที่จะถามตัวเองว่า ฉันได้สื่อสารอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมาหรือไม่ ฉันมีอารมณ์ที่ทำให้คู่สับสนหรือไม่ ฉันได้สื่อสารอย่างเปิดใจรับความเห็นต่างของเขาหรือไม่
การที่คนสองคนตัดสินใจสร้างความสัมพันธ์ร่วมกันเป็นสิ่งที่สวยงาม จุดเริ่มต้นของหลายๆ คู่ที่เลือกเข้าสู่กระบวนการทำจิตบำบัดสำหรับคู่รักคือการเห็นปัญหาว่ามาจากอีกฝ่าย จริงๆ แล้วปัญหามักไม่ใช่คู่ของเรา แต่มาจากการที่เขามีตัวตนแบบที่เขาเป็นมาตั้งแต่ก่อนมาเจอกัน ความสัมพันธ์ที่ตอบโจทย์เริ่มต้นจากการเปิดใจรับความแตกต่างของอีกฝ่ายและปรับตัวเองให้อยู่ได้กับความแตกต่างนี้ การที่คนสองคนเลือกกันและกันไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มีกลไกบางอย่างในระดับจิตใต้สำนักที่ดึงดูดให้เข้าหากัน การทำงานกับความสัมพันธ์จึงมีความซับซ้อนมากมายและใช้ความพยายามค่อนข้างสูงจากทุกฝ่ายในกระบวนการ หนทางสู่การมีความสัมพันธ์ที่ตอบโจทย์ จึงอยู่ในกำมือของทุกคนที่พร้อมทำความเข้าใจตัวเองและเปลี่ยนแปลง
——————————————————
* บางส่วนของบทความนี้ดัดแปลงมาจากเอกสารอบรมการทำจิตบำบัดแบบ Developmental Model for Couples Therapy ของ Couples Institute
Comments